Single post

สารให้ความหวานมีกี่ชนิด? สรุปสั้นๆ ให้เข้าใจใน 2 นาที

สารให้ความหวาน-สารให้ความหวานมีกี่ชนิด
สารให้ความหวาน-สารให้ความหวานมีกี่ชนิด

ถ้าคุณเป็นผู้ผลิตอาหารหรือเครื่องดื่ม คำถามที่หนีไม่พ้นคือ?

“จะใช้ สารให้ความหวาน ตัวไหนดี? แต่ละตัวต่างกันยังไง? แล้วแบบไหนเหมาะกับสูตรของเรา?”

และถ้าคุณเป็นผู้บริโภคที่รักสุขภาพ คุณคงเคยพลิกดูฉลากแล้วเจอชื่อแปลกๆ อย่าง “อะซีซัลเฟม-เค” หรือ “มอลทิทอล” แล้วไม่รู้ว่ามันคืออะไร

บทความนี้จะตอบทุกคำถามนั้น…ครบ จบ ในที่เดียว

สารให้ความหวานแทนน้ำตาล

สารให้ความหวานแทนน้ำตาล คืออะไร?

สารให้ความหวานแทนน้ำตาล คือสารที่ให้รสหวานเหมือนหรือใกล้เคียงน้ำตาล แต่มีจุดเด่นที่แตกต่างออกไป เช่น แคลอรี่ต่ำกว่า ไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่ง หรือปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่

1.สารให้ความหวานสังเคราะห์ (Artificial Sweeteners) ผลิตจากกระบวนการทางเคมี

2.สารให้ความหวานจากธรรมชาติ (Natural Sweeteners) สกัดจากพืชหรือกระบวนการทางชีวภาพ

และยังมีอีกกลุ่มที่หลายคนลืมคือ Sugar Alcohols (โพลีออล) ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างสองแบบนั้น

สารให้ความหวาน-ซูคราโลส

🧪 กลุ่มสังเคราะห์ หวานแรง แคลศูนย์

1. ซูคราโรส

หวานกว่าน้ำตาล 600 เท่า ทนความร้อนได้ดี ใช้อบขนมได้สบาย เจอในโค้กซีโร่และของหวานไดเอทแทบทุกเจ้า

2. อะซีซัลเฟม-เค

หวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า มีขมนิดๆ ถ้าใช้เยอะ เลยมักจับคู่กับซูคราโลสเพื่อให้รสชาติกลมกล่อมขึ้น เรียกว่าใช้คู่กันแทบตลอด

3. แอสปาร์แตม 

วาน 200 เท่า แต่กลัวความร้อน ห้ามอบเด็ดขาด เหมาะแค่เครื่องดื่มเย็น และถ้าเป็นโรค PKU ห้ามกินเลย

4. แซ็กคาริน

สารให้ความหวานที่เก่าแก่ที่สุดในโลก อายุ 140 ปีแล้ว หวาน 300 – 400 เท่า ราคาถูกสุดในกลุ่ม แต่มีขมค้างปากนิดหน่อย

5. ไซคลาเมต

หวาน 30–50 เท่า รสชาติเป็นธรรมชาติกว่าตัวอื่น แต่โดน Ban ในสหรัฐฯ ไทยยังใช้ได้อยู่

สารให้ความหวาน-สตีเวีย

🌿 กลุ่มธรรมชาติ มาจากพืช ตอบโจทย์กระแส Clean Label

6. สตีเวีย

สกัดจากใบพืช หวาน 200 – 400 เท่า แคลศูนย์ ไม่กระทบน้ำตาลในเลือด ดาวรุ่งของวงการสุขภาพ แต่มีขมเฉพาะตัวถ้าใส่มากไป

7. มังค์ฟรุต (หลอฮั่นกั๊ว)

สกัดจากผลไม้จีน หวาน 150 – 250 เท่า รสสะอาดกว่าสตีเวีย ไม่มีขม แต่แพงกว่ามาก และยังไม่อนุญาตในทุกประเทศ

8. ทอมาทิน

หวานที่สุดในโลก 2,000 – 3,000 เท่า แต่ส่วนใหญ่ใช้เป็นตัว “กลบขม” มากกว่าใช้เพิ่มความหวาน

สารให้ความหวาน-มอลทิทอล

🍬 กลุ่ม Sugar Alcohol หวานน้อยกว่า แต่กินได้เยอะกว่า

9. มอลทิทอล

หวาน 75 – 90% ของน้ำตาล ใกล้เคียงที่สุด ใช้ทำช็อกโกแลต Sugar-Free ได้แทบ 1:1 เลย แต่กินเยอะเกินไปอาจท้องเสีย

10. ซอร์บิทอล

หวาน 60% ของน้ำตาล เด่นเรื่องรักษาความชื้น เลยเจอในหมากฝรั่งและแยมเยอะมาก ช่วยยืดอายุสินค้าได้ด้วย

11. ไซลิทอล

หวานเท่าน้ำตาลพอดี แถมมีความเย็นในปาก จุดเด่นใหญ่คือ ไม่ทำให้ฟันผุ เลยอยู่ในหมากฝรั่งและยาสีฟันแทบทุกยี่ห้อ ⚠️ แต่เป็นพิษมากสำหรับสุนัข

12. อิริทริทอล

หวาน 60 – 70% ของน้ำตาล แคลแทบ0 และเป็น Polyol ที่ท้องเสียน้อยที่สุด กำลังฮิตในสายคีโตและ Low-carb มาก

Sweetener Blending: เทคนิคที่โรงงานชั้นนำใช้

ในทางปฏิบัติ โรงงานอาหารระดับโลกไม่ค่อยใช้สารให้ความหวานตัวเดียวโดดๆ แต่จะ ผสมหลายตัวเข้าด้วยกัน

1.เพื่อปิดจุดอ่อนของแต่ละตัว เช่น ลดความขมของสตีเวียด้วยอิริทริทอล

2.ลดต้นทุน ผสมสารราคาสูงกับสารราคาต่ำกว่า

3.ได้รสชาติที่เป็นธรรมชาติกว่า

Synergistic Effect ผสมกันแล้วหวานกว่าใช้แยก

ตัวอย่าง Blend ยอดนิยม

1.ซูคราโลส + อะซีซัลเฟม-เค (เครื่องดื่ม Diet)

2.สตีเวีย + อิริทริทอล (สินค้า Natural Zero-cal)

3.มอลทิทอล + ซอร์บิทอล (ช็อกโกแลต Sugar-free)

สารให้ความหวานแทนน้ำตาล-unify

ต้องการคำแนะนำในการเลือกสารให้ความหวานสำหรับสูตรของคุณ

บริษัท ยูนิฟาย เคมิคอล จำกัด ผู้นำเข้าและจำหน่ายวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมอาหารมากกว่า 20 ปี พร้อมให้คำแนะนำโดยทีมผู้เชี่ยวชาญ

บริษัท ยูนิฟาย เคมิคอล จำกัด

Tel: 02-123-3623

Facebook www.facebook.com/Unify Group

linkedin    www.linkedin.com/Unify Group

Youtube   www.youtube.com/Unify Group

หรือ คลิกติดต่อเราที่นี่

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: สารให้ความหวาน แบบไหนเหมาะกับผู้ป่วยเบาหวาน

A: ซูคราโลส, สตีเวีย, อิริทริทอล และอะซีซัลเฟม-เค เพราะไม่กระทบระดับน้ำตาลในเลือดอย่างมีนัยสำคัญ แต่ควรปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการก่อนเสมอ

Q: Polyols ทำให้ท้องเสียจริงไหม?

A: ใช่ ในบางคนและบางปริมาณ โดยเฉพาะซอร์บิทอลและมอลทิทอล อิริทริทอลมีผลดังกล่าวน้อยที่สุดในกลุ่ม

Q: สารให้ความหวานธรรมชาติดีกว่าสังเคราะห์จริงไหม?

A: ในแง่ความปลอดภัยที่ได้รับการรับรอง ทั้งสองกลุ่มผ่านมาตรฐานเดียวกัน ความแตกต่างหลักอยู่ที่แหล่งกำเนิดและ Positioning ของสินค้า ซึ่งส่งผลต่อการตลาดมากกว่าความปลอดภัย